ของกิ๊ก(ย้ายไปต่อมิ้งแล้ว)

posted on 14 Feb 2010 22:36 by eco-cooperation in ASEAN

ที่มีความพร้อม ดำเนินการเกี่ยวกับระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ การใช้บัตรอัจฉริยะ (Smart Card) แทนบัตรประชาชนและใบขับขี่และการใช้หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมาเลเซียจะดำเนินการร่วมกับประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำร่องสมาชิกอื่น


นอกเหนือจากมาตรการดำเนินงานทั้ง5ด้านที่ได้กล่าวมาแล้วอาเซียนยังมี


- โครงการนำร่องที่จะส่งเสริมการพัฒนาการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้มากยิ่งขึ้น อาทิ โครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการใหม่

ที่จะเข้ามาดำเนินการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้มีความรู้ ความเข้าใจและความชำนาญมากขึ้น


- โครงการเชื่อมโยงระบบการสอน สำหรับอาจารย์ เพื่อยกระดับการศึกษาของประชากรในอาเซียนทั้งหมด หรือทางด้านข้อมูลการท่องเที่ยวก็จะต้องเชื่อมโยงกัน


                  โดยโครงการนำร่องเหล่านี้ มีบางโครงการได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นของภาคเอกชน เช่น ASEAN Tourism Portal, ASEAN Teacher Online, EastASEANbiz.net, ArtPostAsia.com, AWEANHOMES.com เป็นต้น


2.2.5 การอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดนของอาเซียน (Facilitation of Goods in Transit)

           

             รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้ลงนามกรอบความตกลงอาเซียน ว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน(ASEAN Framework Agreement of the Facilitation of Goods in Transit) ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 และตั้งเป้าหมายให้กรอบความตกลงฯนี้สามารถดำเนินการให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2543


(1)      วัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ให้มีระบบกาขนส่งผ่านแดนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งจะช่วยให้การค้าภายในอาเซียนขยายตัว

(2)   หลักการของความตกลงนี้ คือ ประเทศหนึ่งสามารถขนส่งสินค้าผ่านแดน (Transit) ของอีกประเทศหนึ่งไป     ยังประเทศที่สาม โดยจะไม่มีการเปิดตรวจสินค้าโดยไม่จำเป็น ไม่มีการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสินค้าผ่านแดน และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพาหนะในการขนส่งสินค้า


ขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่างการจัดทำพิธีสาร เพ่อดำเนินการตามกรอบความตกลงฯ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการตามกรอบความตกลงฯได้ ภายในปี 2545

         
2.2.6       การเปิดเสรีการค้าบริการในอาเซียน


(1)  ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการบริการของอาเซียน (ASEN    Framework Agreement on Service AFAS) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2538 เพื่อจัดทำข้อมูลผูกพันเปิดเสรีการค้าบริการ 7 สาขา ให้แก่กันและกัน ให้มากกว่าที่ประเทศสมาชิกได้ผูกพันไว้ภายใต้ WTO ได้แก่    

-         บริการด้านการเงิน

-         บริการด้านท่องเที่ยว

-         ด้านการสื่อสารโทรคมนาคม

-         ด้านการขนส่งทางทะเล

-         ด้านการขนส่งทางอากาศ

-         ด้านการก่อสร้าง

-         บริการด้านธุรกิจ


สรุปผลการเจรจา ภายใน 31 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ทั้งนี้ ในการเจรจาเปิดเสรีบริการดังกล่าว    ได้มีการจัดทำข้อมูลข้อผูกพันการเปิดเสรีบริการรวม 2 ชุด ครอบคลุมบริการทั้ง 7 สาขาข้างต้น

 (2)  ต่อมา อาเซียนได้มีการเจรจาเปิดเสรีบริการรอบที่สองระหว่างปี พ.ศ. 2542 – พ.ศ. 2544 ซึ่งมีเป้าหมายให้เปิดเสรี ทุกสาขาบริการ และทุกรูปแบบการให้บริการ แต่การเจรจารอบนี้ไม่มีความคืบหน้ามากนัก เนื่องจากสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศสมาชิก อย่างไรก็ดี อาเซียนก็จะเจรจาเปิดเสรีบริการในรอบต่อไป โดยเร่งรัดให้ได้ผลมากขึ้น และเร็วขึ้นด้วยการปรับปรุงวิธีการเจรจา และกลไกในการเจรจา 
2.2.7      โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคกลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ)


(1)    ประวัติความเป็นมา

(1.1)   ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) ได้ให้การสนับสนุนทาง  วิชาการเพื่อ การศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (Greater Mekong Subregional Economic Cooperation : GMSEC) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ประกอบด้วย 
-   กัมพูชา

-   มณฑลยูนนาน (จีนตอนใต้)

-   ลาว

-   พม่า

-   เวียดนาม

-   ไทย

       

        มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขยายตัวด้านอุตสาหกรรมการเกษตร การค้า การลงทุน เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน


(1.2)     มีสาขาความร่วมมือ 8 สาขา คือ คมนาคมขนส่ง, พลังงาน, สื่อสารโทรคมนาคม, พัฒนาทรัพยากรบุคคล, ท่องเที่ยว, สิ่งแวดล้อม, การลงทุน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า


(2)  วัตถุประสงค์

                วัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้ามีสาระสำคัญ คือ

(2.1)     จัดตั้งหน่วยงานภายในประเทศ เพื่อหารือและประสานงานระหว่างรัฐบาลกับเอกชน

(2.2)     ศึกษากฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระเบียบพิธีการศุลกากรเพื่อ   เผยแพร่ให้แก่ผู้สนใจ และให้เกิดความโปร่งใส

(2.3)     ดำเนินโครงการนำร่องซึ่งประกอบด้วยมาตรการและการดำเนินงานต่างๆในการอำนวยความสะดวกทางกาค้าในแนวเขตพื้นที่เศรษฐกิจ East-West Corridor เพื่อให้กิจกรรมทางการค้าเกิดควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผสมผสานกับกิจกรรมด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว

(2.4)       ร่วมมือด้านศุลการกร ประเด็นสำคัญ คือ การตรวจปล่อยสินค้าจุดเดียว การปรับประสานการบริหารงาน ขั้นตอนและพิธีการศุลกากรให้เป็นแบบเดียวกันและง่ายขึ้น และการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับกฎระเบียบด้านศุลกากรระหว่างกัน

(2.5)       พัฒนาระบบข้อมูล โดยรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าระหว่างกัน ทั้งด้านกฎระเบียบ สถิติการค้า อัตราภาษีศุลกากร และมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร (NTB = Non – Tariff Barriers)

(2.6)       ขยายความตกลงทางการค้าทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว เป็นความตกลงทางการค้าในระดับอนุภูมิภาค

(2.7)       ร่วมมือด้านสินค้าเกษตร เพื่อศึกษาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรร่วมกัน พัฒนาคุณภาพ  และเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตร ตลอดจนมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืช สัตว์ และสินค้าประมง

(2.8)       จัดตั้งกลไกการยุติข้อพิพาท เพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้าที่เกิดขึ้น

(2.9)       สร้างระบบการชำระเงิน โดยพิจารณาสกุลเงินที่ใช้ในการค้า เอกสารประกอบการชำระเงิน และประเด็นอื่นๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่นักธุรกิจที่จะเข้าไปทำธุรกิจ


(3)    ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ

(3.1)     เป็นโอกาสที่จะขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์  ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ พลังงานป่าไม้ และแร่ธาตุ ตลอดจนค่าจ้างแรงงานถูก

(3.2)     เป็นการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีจำนวนผู้บริโภค 240 ล้านคน เป็นประตูสู่ประเทศที่สาม และลดการพึ่งพาตลาดในภูมิภาคอื่น

(3.3)     เป็นโอกาสขยายการลงทุน โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยอาจจะต้องให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อให้ประเทศเหล่านี้สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบการค้าโลกได้

(3.4)     โดยที่ประเทศสมาชิก GMS เป็นสมาชิกอาเซียน (ยกเว้นจีน) ซึ่งมีพันธกรณีที่จะต้องลดเลิกมาตรการต่างๆ ทั้งที่เป็นภาษีศุลกากรและมิใช่ภาษีศุลกากร (NTB) ตามกำหนดเวลา ดังนั้น การอำนวยความสะดวกทางการค้าภายใต้ GMS เป็นความร่วมมือที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศเหล่านี้ลดเลิกมาตรการ NBT ได้เร็วขึ้น

2.2.8      โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย

(1)  ประวัติและความเป็นมา

               โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย (IMT – GT : Indonesia Malaysia Thailand Growth Triangle Development Project) เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 มีพื้นที่ความร่วมมือประกอบด้วยพื้นที่ภาคเหนือของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย (อาเซห์ สุมาตราเหนือ และตะวันตก) พื้นที่ 4 รัฐ ตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซีย (เคดาห์ เปอร์ลิส เปรัก และปีนัง) และพื้นที่ 5 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ของไทย (สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล) มีประชากรรวมกันประมาณ 20 ล้านคน

(2)  วัตถุประสงค์

            เพื่อเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่าง 3 ประเทศ โดยส่งเสริมใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการผลิต การลงทุนถ่ายทอดเทคโนโลยีการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

(3)  สาขาความร่วมมือ

สาขาความร่วมมือหลักมี 10 สาขาได้แก่

(3.1)       การคมนาคมขนส่งทางบกและทางน้ำ

(3.2)       พลังงาน

(3.3)       เกษตรและประมง

(3.4)       อุตสาหกรรม

(3.5)       ท่องเที่ยว

(3.6)       การค้าและศุลกากร

(3.7)       การเงินและการลงทุน

(3.8)       พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการเคลื่อนย้ายแรงงาน

(3.9)       การคมนาคมขนส่งทางอากาศ

(3.10)  สื่อสารโทรคมนาคม

(4)  เป้าหมายหลักของการพัฒนา

(4.1)       เร่งรัดการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่โครงการโดยสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 3 ประเทศ

(4.2)       ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการผลิต เช่น แรงงาน ทุน และแร่ธาตุ

(4.3)       เสริมสร้างความร่วมมือด้านส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความร่วมมือด้านการผลิตสินค้า (Co-production) เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้

(4.4)       พัฒนาการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโครงข่ายคมนาคม และ ระบบสาธารณูปโภค สาธารณุปการต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งระหว่าง 3 ประเทศ

(5)  แนวทางดำเนินงาน

(5.1)     แนวทางการพัฒนาระยะแรก เน้นการปรับปรุง หรือยกเลิกนโยบายและระเบียบปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า การลงทุนระหว่าง 3 ประเทศ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น เงินทุนและแรงงาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพื้นที่โครงการของทั้ง 3 ประเทศ รวมถึงการอำนวยความสะดวก และเร่งรัดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่โครงการ

(5.2)      แนวทางการพัฒนาใหม่ เน้นการพัฒนาในพื้นที่ สงขลา ปีนัง และเมดาน รวมทั้งพื้นที่ต่อเนื่องแนวเขตพัฒนาหลัก (พื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่นอกเขต สงขลา ปีนัง และเมดาน) ซึ่งอยู่โดยรอบ ทั้งนี้ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา 6 รูปแบบ ประกอบด้วย Infrastructure Development, Institute Development, Open Market Operations : Special Telecommunication Zone, Tourism Development, Development of the human Resource และ Development of the Hinterlands โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความร่วมมือที่ตัวโครงการซึ่งนำเสนอโดยภาคเอกชน

(6)  การดำเนินการต่อไป

สิ่งที่จะต้องดำเนินการเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าได้แก่

(6.1)       การลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี (Non – Tarriff Barriers : NTSs)

(6.2)       การใช้ใบขนส่งสินค้าฉบับเดียว (Single Declaration Form)

(6.3)       การใช้นโยบายการตรวจปล่อยจุดเดียว (Single Inspection Policy)

(6.4)       การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในด้านพิธีการศุลกากร (Computerization on Customer procedures)

(6.5)       การประสานการเปิด – ปิด ด่านชายแดนไทยกับมาเลเซีย

(6.6)       พัฒนาตลาดชายแดนของแต่ละประเทศเพ่อเชื่อมโยงกันเป็นตลาดขายส่งสินค้าชายแดนร่วม และก้าวไปสู่การเป็นตลาดสินค้าขายส่งข้ามแดนต่อไป (Cross border wholesale market)


(7)  ประโยชน์ที่ได้รับ

                  จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อส่งเสริมการขยายเศรษฐกิจการค้า การลงทุนและบริการในพื้นที่ความร่วมมือดังกล่าว


2.2.9      โครงการส่งเสริมตลาดการค้า และการลงทุนสินค้าอุตสาหกรรมอาเซียนภายใต้กรอบความร่วมมือทาง                                                      

เศรษฐกิจ

                โครงการส่งเสริมการตลาด กาค้า และการลงทุนสินค้าอุตสาหกรรมอาเซียนภายใต้กรอบความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจในกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม

(1)  ประวัติความเป็นมา

(1.1)       ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอาเซียนและญี่ปุ่น (AEM – MITI Economic and Industrial Cooperation Committee : AMEICC) ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ณ กรุงเทพฯ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายศุภชัย พานิชภักดิ์) เป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานของ AMEICC และตกลงที่จะร่วมมือในการช่วยเหลือประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน โดยตระหนักถึงความสำคัญในการสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเปิด ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

(1.2)       กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้จัดทำโครงการส่งเสริมตลาดการค้าและการลงทุนสินค้าอุตสาหกรรมอาเซียนภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม และได้รับงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542-พ.ศ.2547
(2)  วัตถุประสงค์แนวทางการดำเนินโครงการ

(2.1)       เพื่อสามารถกำหนดท่าทีและกลยุทธ์ในเชิงรุก ในการผลักดันเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อไทย โดยเฉพาะความร่วมมือในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนของอุตสาหกรรมอาเซียนในตลาดใหม่และตลาดโลก

(2.2)       เพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียนสามารถดำเนินการตามพันธกรณีการเปิดเสรีการค้าของอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเขตการลงทุนเสรีในอาเซียน (AIA) และการอำนวยความสะดวก การขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ต่อการขยายการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน รวมทั้งสมาชิกดั้งเดิม
(3)  แนวทางการดำเนินโครงการ

                โครงการฯประจำปี 2542/2543 มีแผนงานดำเนินการรวม 4 กิจกรรม ดังนี้

(3.1)       จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อเรื่อง “การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในอาเซียน : เขตการค้าและการลงทุนเสรีการอำนวยความสะดวกด้านขนส่ง (Workshop on ASEAN Regional Integration : AFTA,AIA and Facilitation in Transport) เมื่อวันที่ 16 – 19 สิงหาคม พ.ศ. 2542 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) รวมทั้งไทยให้สามารถดำเนินตามพันธกรณีการเปิดเสรีการค้า การจัดตั้งเขตการลงทุนเสรีและการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งได้อย่างสอดคล้องกัน รวมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทยและประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน เพื่อเสนอแนะการจัดทำโครงการและความร่วมมือในด้านการอำนวยความสะดวกการค้า การลงทุน และการขนส่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

(3.2)       จัดส่งคณะผู้แทนไทย (ประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐและเอกชน) ไปหารือกับประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ในด้านการค้า การลงทุน และการขนส่ง ภายใต้ความตกลงอาเซียน ในระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม-22กันยายน พ.ศ. 2542 ณ ประเทศดังกล่าว เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคด้านการค้า การลงทุน และการขนส่งระหว่างกัน รวมทั้งหารือความต้องการขอรับความช่วยเหลือในการปรับมาตรการของประเทศดังกล่าวให้สอดคล้องกับพันธกรณีความตกลงอาเซียน และร่วมจัดทำแผนอำนวยความสะดวกการค้า การลงทุนระหว่างกัน โดยไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาบุคลากร และสนับสนุนให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทย

(3.3)       กิจกรรมร่วมมือด้านการลงทุน ตลาด และอุตสาหกรรมระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม โดยเชิญผู้แทนภาครัฐและเอกชนประเทศดังกล่าวมาร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย สินค้าที่คัดเลือกให้สมาชิกใหม่อาเซียน เข้าร่วมงานรวม 4 งาน ได้แก่สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับของขวัญ เครื่องแต่งบ้าน อาหารสำเร็จรูป และผลิต๓ณฑ์เกษตรในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม พ.ศ. 2543 
(4)  ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ

(4.1) การให้ความร่วมมือประเทศสมาชิกใหม่อาเซียนในด้านพัฒนาบุคลากรนอกจากจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่รับผิดชอบด้านปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลงอาเซียน สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ภาคเอกชนของไทยได้ทราบข้อมูลนโยบาย และมาตรการการค้าและการลงทุนที่ชัดเจน ช่วยให้สามารถ แสวงหาผลประโยชน์จากช่องทางโอกาสการค้าและการลงทุนภายใต้ความตกลงอาเซียนได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งการเตรียมปรับตัวรองรับผลกระทบได้อย่างเหมาะสม

(4.2)  ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรม เพื่อส่งออกสูง เมื่อเทียบกับประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ที่ยังมีข้อจำกัดในการผลิต ดังนั้น การสนับสนุนช่วยเหลือ ให้ประเทศดังกล่าวเข้ามาร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในไทยจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่จะส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้า และการลงทุนในภูมิภาคนี้


2.2             กลไกระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Mechanism)

อาเซียนได้จัดตั้งกลไกระงับข้อพิพาท เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ระงับข้อพิพาททางการค้าที่เกิดขึ้นจากการที่ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี ทั้งนี้ กลไกดังกล่าวจะมุ่งเน้นเพื่อให้มีการหารือระหว่างคู่กรณีภายใต้อาเซียนก่อน และหากไม่ได้ผลจึงให้นำไปพิจารณาในองค์การการค้าโลก (WTO)
2.3             การแจ้งเปลี่ยนพันธกรณี (Notification Procedures)

อาเซียนได้จัดหาพิธีการว่าด้วยขั้นตอนการแจ้งเปลี่ยนแปลงพันธกรณีเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2541 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนให้ประเทศสมาชิกต้องแจ้ง (Notify) ล่วงหน้าก่อนการใช้มาตรการใดๆที่เป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงข้อผูกพัน ทั้งนี้ การแจ้งดังกล่าวจะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจของอาเซียนและสำนักเลขาธิการอาเซียนภายใน 60 วัน และในกรณีที่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้รับผลเสียหายจากการใช้มาตรการของสมาชิกอื่น สมาชิกที่ได้รับผลเสียหายนั้น สมามารถทำ Cross Notify ได้ ทั้งนี้มาตรการแจ้งการเปลี่ยนแปลงพันธกรณีล่วงหน้า ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดการใช้มาตรการใดๆ ที่อาจกระทบพันธกรณีภายใต้อาเซียน
2.4             วิสัยทัศน์อาเซียน ปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563)

ผู้นำอาเซียนได้ประกาศวิสัยทัศน์อาเซียนปี ค.ศ. 2020 โดยได้กำหนดเป้าหมายความร่วมมือของอาเซียนทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม สำหรับด้านเศรษฐกิจได้วางแนวทางสู่ปี พ.ศ. 2563 ที่เรียกว่า “อาเซียนปี2020  เป็นหุ้นส่วนร่วมกันในการพัฒนาอย่างมีพลวัต” (ASEAN 2020 : Partnership in Dynamic Development) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ จะจัดตั้งภูมิภาคเศรษฐกิจอาเซียนที่มีความมั่นคง รุ่งเรือง และมีความสามารถในการแข่งขันสูง โดยให้มีการเปิดเสรีทางการค้า การบริการและการลงทุน มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นธรรม รวมทั้งลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ ต่อมาในปี พ.ศ.2541 ผู้นำอาเซียนได้รับรอง “แผนปฏิบัติการฮานอย”ซึ่งระบุถึงกิจกรรมและโครงการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในวิสัยทัศน์อาเซียน 2000 ที่เรียกว่า แผนปฏิบัติการฮานอย เนื่องจากได้ประกาศแผนปฏิบัติการนี้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 6 ณ กรุงฮานอย
2.5             การเชื่อมโยงความร่วมมือกับกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ

อาเซียนมีแนวนโยบายสำคัญในการขยายการเชื่อมโยงความร่วมมือกับกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายการค้าในระดับภูมิภาคและระดับโลกให้สูงขึ้น ซึ่งอาเซียนได้เชื่อมโยงกับเขตการค้าเสรีออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ (CER ปรกอบด้วย Australia, New Zealand) เป็นภูมิภาคแรก กิจกรรมที่สำคัญภายใต้การเชื่อมโยงนี้ คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านมาตรฐาน และศุลกากร และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่องมาตรฐานและการรับรองร่วมกันเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2539 และจะมีการพิจารณากิจกรรมดำเนินการที่เป็นรูปธรรมร่วมกันต่อไปนอกจากนี้ยังได้สนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการเสนอแนวทางลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสองภูมิภาคด้วย
ทั้งนี้ อาเซียนได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ ในการเชื่อมโยงกับกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น

EFTA (EFTA ประกอบด้วย Norway, Iceland, Switzerland, Liechtenstein)

SADC (SADC ประกอบด้วย Angola, Botswana, Lesotho, Malawi, Mauritius, Mozambique, Namibia, Swaziland, South Africa, Tanzania, Zambia, Zimbabwe)

Cแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อาเซียนได้หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจามากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น


edit @ 16 Feb 2010 16:06:35 by ECONOMIC

edit @ 16 Feb 2010 16:11:51 by ECONOMIC

Comment

Comment:

Tweet